[EED] Enchantment Caution

posted on 04 Dec 2011 23:08 by dz-mrl  in ForEED

 

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

ลมเย็นๆจากชายทะเลสกอปิโอพัดผ่านไปเป็นระลอกตามคลื่นทะเลที่ซัดเข้าชายฝั่ง ส่งเสียงธรรมชาติแว่วที่ข้างหู คล้ายเชิญชวนให้ปลดปล่อยความคิดไปตามบรรกาศ...  

 

 

 

 

นัยน์ตาสีเขียวเหลือบมอง อาวริล มังกรตัวโปรดที่ออกไปบินร่อน เรี่ยผืนทะเลอย่างอารมณ์ดี พลางก้มมองอีกตัวที่กำลังหาเรื่องลูกมะพร้าวอย่างขะมักเขม้น เขาถอนหายใจเบาๆอย่างระอา หากแต่ก็ยักยิ้มเล็กๆอย่างเอ็นดู นึกขำในท่าทางของมังกรตัวเองเล็กๆ ตั้งแต่สามวันก่อนตอนมาถึงเป็นอย่างไร.... ตอนนี้ก็ยังเล่นอยู่อย่างเดิม

 

 

 

                "สามวัน..."เพียร์ซเปรยกับตัวเองเบาๆ เขาทรุดตัวลงนั่งลงที่ใต้ต้นไม้ไม่ใกล้ไม่ไกล กับลูกมะพร้าวที่จูลี่กำลังกระโจนใส่และฟัดอย่างเมามัน พลางทอดสายตามองผืนทะเลสุดลูกหูลูกตาตรงหน้าอย่างเลื่อนลอย กับความคิด...ที่ยังคงไม่อาจจะสรุปให้กับตัวเองได้

 

 

 

"เธอกำลัง....ทำอะไรอยู่....มารีน เนเพนเธส..."

 

 

 

เขาพึมพำเบาๆแบบอดไม่ได้ ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางยกมือกุมหน้าตัวเองอย่างรู้สึกพ่ายแพ้เข้าเต็มๆ ทั้งๆที่เขากำลังคิด...จะปล่อยเธอไปซะแท้ๆ…แต่กลับไม่สามารถหยุดยั้งสิ่งที่ก่อตัวอยู่ภายในได้เลย...สักนิด

 

 

 

 

 

..

 

 

.

 

 

 

ชายหนุ่มเดินกลับมาที่คอกมังกรตัวโปรด ก่อนทรุดตัวนั่งลงพิงลำตัวมังกรอย่างเหนือยอ่อน ด้วยพิษไข้ที่กลับมารุมเร้าหนักขึ้นๆอีกครั้ง นัยน์ตาสีเขียวเรืองทอแสงอ่อนหรี่ลงเต็มไปด้วยแววสับสน เมฆสีทึบค่อยๆลอยเลื่อนทับบดบังแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาภายในคอก เรียกความมืดมิดที่เข้ามาปกคลุมบรรยากาศอันเงียบสงัด 

 

 


“เวลาฉันกอดเธอ...ฉันรู้สึกเสมอว่าถ้าเธออยู่กับฉัน...เธอจะปลอดภัย”เขาพึมพำเบาๆขณะที่ค่อยๆหลับตาลง อาวริลใช้ส่วนจมูกตัวเอาดุนๆเข้าที่แก้มเขาเบาๆเชิงสื่อสาร ริมฝีปากซีดๆยักเหยียดเล็กๆพลางขยับปากพึมพำขอบคุณ สัตว์เลี้ยงของตัวเองเบาๆ 

 

 


“แต่ฉันปกป้องเธอไม่ได้เลย อาวริล ...อันที่จริงแล้ว...ฉันก็ปกป้องใครไม่ได้มาตั้งแต่แรก...”เพียร์ซพูดพลางเว้นจังหวะ ผ่อนลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนเอ่ยขึ้นเบาๆ.... 

 

 

 


”บางที...ฉันควรปล่อยเธอไปซะ”

 

 


.

 

 

..

 

 

 

...

 

 

 

 

“ปากดีนัก...”นั่นเป็นครั้งแรกที่เพียร์ซรู้สึกเห็นด้วยกับคำคำนั้นที่หลายๆคนเคยกล่าวกับเขา เมื่อไพล่นึกไปถึงเรื่องเมื่อหลายวันก่อนหลังจากกลับจากโคมาน...ก่อนลอบถอนหายใจเบาๆเมื่อก็ตอบตัวเองได้อยู่แก่ใจว่าถ้าของที่พูดนั่นมันทำง่ายๆคงไม่ต้องระเห็จมาไกลขนาดนี้

 

 

 

 

ซึ่งจนแล้วจนรอด....การมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นหรือแบ่งเบาความรู้สึก...การนึก...คนึงถึงเธอเลยสักนิด ความเลวร้ายยังคงบุกเข้าโจมตีภายในใจจิตใจเสมอๆในทุกๆครั้ง....ที่นึกว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่...หรือว่าเธอกำลังรู้สึกแบบไหนกับการหายไปของตัวเขา

 

 

 

 

 

หนุ่มผมดำพ่นลมหายอย่างเหนื่อยใจ พลางนึกนิยามในใจว่าตัวเองนั้นกำลังอาการหนักมากขนาดไหน แม้จะไม่ได้แสดงออกให้คนรอบข้าง หรือแม้เจ้าตัวใครบางคนที่เขากำลังนึกถึง ณ ขณะนี้ได้เห็นก็ตาม แค่เพียงลำพังในตัวเขาเองนี้ นั่นก็ทำให้รู้สึกอับอายอย่างไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว

 

 

 

...บางครั้งตัวเองก็ยังอดสงสัยไม่ได้เลย ...ว่าตัวเอง...เป็นไปได้มากขนาดนี้...ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

 

 

 

“ถ้าไม่อยากถูกลืม ก็ลองพูดให้มันเยอะๆหน่อยสิ” 

 

 


นั่นเป็นคำพูดแรกที่พูดกับเธอ อันที่จริงมันเป็นเพียงคำพูดลอยๆธรรมดาๆเพียงเท่านั้นเอง หากแต่มันกลับเป็นเชิญให้เธอเข้ามาในชีวิตของเขา...อย่างช่วยไม่ได้

 

 

 

ทุกอย่างเริ่มขึ้นที่ความประทับใจเล็กๆจากแววตานั้นของเธอที่ฉายแวววิบวับ เมื่อยามพูดถึงเรื่องน่าตื่นเต้น และท่าทางเช่นนั้นเมื่อเห็นมังกรใกล้ๆในครั้งแรก ก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นน่าสนใจ และในเวลาไม่นานนัก ของที่...น่าสนใจ ก็กลายเป็น ของที่ถูกใจ...ชอบใจ เมื่อได้พบเธอในครั้งต่อๆมา

 

 

 

ซึ่งในขณะนั้นเอง... บางสิ่งที่ผิดแผลกก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้...เขาไม่รู้ว่าเมื่อไหร่..ที่เริ่มมีความสุขกับการแค่มองหน้าของเธอ เริ่มรู้สึก โหยหา การอยู่ใกล้กับเธอ การสัมผัสตัวเธอ... เริ่มรู้สึก พอใจ เมื่อยามเห็นสีหน้าของเธอปลี่ยนไปเพราะตนเอง  อีกทั้งความหงุดหงิด...ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในบางครั้ง...ที่เธอแสดงท่าทีเฉยชา

 

 

 

                แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกทีมันก็เป็น...ได้ขนาดนี้ไปซะแล้ว

 

 

 

...

 

 

..

 

 

.

               

 

 

“แต่ฉันปกป้องเธอไม่ได้เลย ...ฉันก็ปกป้องใครไม่ได้มาตั้งแต่แรก...”

               

 

 

เรียวคิ้วสีเข้มกระตุกจึ๊กเข้าเต็มๆ เมื่อนึกถึงตรงนั้น คำพูดของตัวเขาเอง...คำคำนั้นที่เกิดขึ้นหลังกลับจากโคมาน….วันนั้น

 

 

 

 

ณ โคมาน ในยามค่ำคืนไม่เคยเงียบเหงาเช่นเดียวกับการแสดงในร้านรวงต่างๆที่ยังไม่จบสิ้นลง ความบันเทิงใจถูกหยิบยื่นแก่ผู้มาเยือนอย่างรื่นรมย์ เสียแต่หาใช่ใครทุกคนที่จะรื่นรมย์ในความบันเทิงเหล่านั้น  

 

 

 


สองขาก้าวแทรกผ่านเหล่าคนที่พลุกพล่านและสีสันของเมืองยามค่ำคืนอย่างรีบเร่ง เหงื่อใสๆหยดลงที่ปลายคางบ่งบอกถึงความเคร่งเครียดของบรรยากาศและความยาวนานของการค้นหา สายตายังคงสอดส่ายหาใครบางคนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย   โดยไม่หยุดหย่อน เช่นเดียวกับภาพบางภาพที่ภาพฉายขึ้นมาฉายขึ้นมาในความทรงจำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับตอกย้ำบางสิ่ง บางอย่าง ที่หวาดกลัว 

 

 

 


...ภาพ......วันนั้นที่คาโนวาล... 

 

 


การสูญเสีย...ที่ไม่สามารถ ปกป้อง...หรือเรียกคืนกลับมาได้ 

 

 


...ฝันร้าย... ที่ยังคงหลอกหลอน แม้นไม่ได้หลับตา... 

 

 

 

 

ทุกครั้งที่พลันนึกถึง  ในคืนเดือนแรม คืนนั้น...ค่ำคืนที่ไร้แสงจันทรา และดวงดาราดวงใดชักนำความหวัง และ ศรัทธา หากแต่ความมืดมิดในครานั้นหาได้ลดทอน.... ความชัดเจนของบางสิ่งบางอย่างที่ฝั่งลึกอยู่ในความทรงจำ 

 

 

 

                ถ้าหากมันเกิดขึ้นอีกครั้ง......? 

 

 

                !!!!

 

 

 

                มือขาวซีดทุบพื้นหินปึงเข้าจังๆจนเป็นรอยแดงช้ำเลือด เพียร์ซสะบัดความคิดบางอย่างที่เผลอหวนคิดถึงออกจากหัวอย่างยากเย็น หลุดสบถเบาๆ ด้วยความหงุดหงิด ไม่สบอารมณ์ อย่างเต็มเปี่ยมในความรู้สึก

 

 

 

...คนโง่เท่านั้น....ไม่ใช่หรือ...ที่หวาดกลัวอดีต...

 

 

 

เขานิยามในใจ ขณะที่ปรับจิตปรับใจของตัวเองให้สงบลง เหลือบมองมือตัวเองที่ช้ำแดง พลางนึกพาลโทษป้อมอัศวินเล็กๆอย่างช่วยไม่ได้ ยิ่งอยู่นานยิ่งรู้สึกตัวเองทำตัวป่าเถื่อนสมหอสมป้อมขึ้นทุกวัน ...

 

 

 

 

 

 

 

                “ปกป้องไม่ได้?......ฉัน?...”

 

 

ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆพึมพำกับตัวเองเสียงเย็น เลิกคิ้วยักขึ้นนิดๆ เช่นเดียวกับริมฝีปากเหยียดเยาะตนเองคล้ายสมเพชในการกระทำบางของตน

 

 

 

                “ฉันอ่อนแอ อย่างนั้น ตั้งเมื่อไหร่....เพียร์ซ ลูน”

 

...

 

 

..

 

.

 

 

 

 

                ดวงอาทิตย์ค่อยๆลาลับลงอย่างช้าๆ ท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนสีเข้มขึ้นๆชวนมองอย่างประหลาด อาวริลบินร่อนลงที่ชายหาดเดินวนไปวนมาก่อนเหลือบมองพลางยักหน้านิดๆให้เขาในเชิงคำถาม เพียร์ซเลิกคิ้วสูงนิดๆเชิงตอบ ก่อนลุกขึ้นหันมองตัวเล็กที่ยังคงเมามันอยู่กับลูกมะพร้าว

 

 

 

“...จูลี่”

 

 

 

ลูกมังกรสีดำเงามันแผลบชะงักงันนิ่งค้างคล้ายนึกอยู่ครู่นึงก่อนที่จะส่ายหางอย่างอารมณ์ดี วิ่งดุ๊กดิ๊กไปให้คนเป็นเจ้าของอุ้มอย่างว่าง่าย เพียร์ซวางลูกมังกรลงที่กระเป๋าสัมภาระด้านหลังอาน พร้อมยันตัวโดดขึ้นหลังอาวริล ยักยิ้มบางๆยามเหลือบมองผืนทะเลกว้างสุดสายตา ไพล่นึกถึงใครบางคนที่ความหมายชื่อคล้องจองกับสิ่งนี้

 

 

 

 

“กลับเอดินเบิร์กเถอะ อาวริล....ก่อนฉันจะตายซะก่อน”

 

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

อัพแล้ว.....มุดดินหนี //A//  เวิ่นค่ะ.....ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย *แกล้งตาย*

Favourites